Seed-Ourselves: ขอให้ผักจงเจริญ

posted on 20 Mar 2010 23:22 by padoria

 

สำหรับ APRIL TRUTH’S DAY: มาบอกความจริงให้โลกรู้...ว่าด้วยเรื่องของเมล็ดพันธุ์และชีวิต

 

            -1-

คุณรู้มั้ยว่า...คุณกำลังถูกโกหกครั้งใหญ่

            คุณรู้มั้ยว่า...คุณกำลังใช้ชีวิตอยู่กับคำโกหกคำโต

            คุณกำลังอาศัยอยู่ท่ามกลางความหลอกลวง

 

            ฉันจะให้เวลาคุณ 10 วินาที ลองคิดถึงสิ่งรอบตัวคุณที่กำลังโกหกคุณอยู่...

 

…10…

…9…8…

…7…6….5…

 

รอบๆ ตัวคุณ ไม่มีสิ่งใดเป็นความจริงหรอก

 

…4…3…2…

…1…

…..

 

เงิน?

การเมือง?

ระบบการศึกษา?

กฎหมาย?

ประเทศ?

 

ไม่มีอะไรที่เป็นความจริงหรอก เพราะทุกอย่างล้วนถูกสมมติขึ้นมา

ถูกสมมติ...กำหนด...ตีค่า

 

จนท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้ก็กลายเป็นความลวงที่อยู่รอบตัวเรา อยู่ในชีวิตประจำวันของเรา อยู่ในวิถีชีวิต และซึมซาบเข้าไปถึงภายในจิตใจ ในที่สุด...สิ่งหลอกลวงเหล่านี้ ก็ถูกสั่งสอนต่อกันมาว่ามันคือความจริงของชีวิต คือสิ่งที่ต้องรู้ รับรู้ และปฏิบัติตาม

และความจริงแท้ของชีวิตก็ถูกลืมเลือน บิดเบือนไป...

 

 

ชีวิตคือเรื่องง่ายๆ และงดงาม หากชีวิตใครยาก นั่นคือ เขาคนนั้นใช้ชีวิตผิด

 

 

            -2-

ฉันนั่งรถไฟจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่เชียงใหม่ แรกเริ่มออกเดินทาง ฉันหวังเพียงว่า จะได้ไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ใหม่ๆ พบผู้คนใหม่ๆ รับบรรยากาศและสิ่งใหม่ๆ เข้ามา แต่สิ่งที่ฉันได้รับกลับมา...มีค่ากว่านั้นมากมายนัก

เพราะฉันได้รู้ความจริงอะไรบางอย่าง...ความจริงที่เป็นความลับ ซึ่งถูกกลบเกลื่อน บิดเบือนมาแสนนาน

 

เขยิบเข้ามาใกล้ๆ สิ ฉันจะบอกเล่าความลับที่ฉันรู้มาให้เธอฟัง...

 

 

-3-

เมื่อตอนที่ยังเป็นเด็ก มีคนถามว่า โตขึ้นอยากเป็นอะไร คำตอบที่ไม่เคยหลุดออกมาจากปากเด็กๆ คือ ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ ทั้งๆ ที่คนเหล่านี้คือ คนส่วนใหญ่ของประเทศ คือคนที่สร้างอาหารหล่อเลี้ยงชีวิตให้ทุกคนในประเทศ ทั้งๆ ที่สิ่งเหล่านี้คือ วิถี และ ชีวิตของคนไทยมานาน และทุกคนย่อมมีความผูกพันกับชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

  

 

 

            ทำไมจึงเป็นเช่นนี้?

เพราะพวกเราถูกโกหกว่า สิ่งเหล่านี้คืออาชีพที่ทำแล้วไม่ก้าวหน้า มีแต่จมปลัก หลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน อาชีพชาวนา = จน พวกเราต้องแสวงหาความเจริญก้าวหน้า ต้องมาเสี่ยงโชคในเมืองหลวง ทำงานวันละแปดชั่วโมง เพื่อแลกค่าแรง งานหนักเหนื่อยแค่ไหนก็ต้องทน เพราะเมืองหลวง = ความเจริญก้าวหน้า และเงิน = บันไดสู่ความสำเร็จ

 

ลองคิดตามฉันนะเราเรียนกฎหมาย วิทยาศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ ฯลฯ เรียนหนักอยู่หลายปี ท้ายที่สุดก็คว้าปริญญามาได้หนึ่งใบ อยู่มาวันหนึ่ง...กฎหมายที่เราเรียนมาถูกยกเลิก มีคนบอกว่าหลักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้มาไม่เป็นความจริงทั้งหมด ความรู้ทั้งหมดที่เรียนมามันผิดพลาด!!!แล้วปริญญา ความรู้ ที่เราได้มา มันคืออะไรกัน?

         

สิ่งที่เราเรียนมา ไม่ได้ช่วยให้เราสามารถใช้ชีวิตได้ถูกต้องขึ้น ไม่ได้สอนเรื่องการใช้ชีวิต ดูแลตัวเองได้ และภูมิใจในตัวเอง แต่กลับสอนให้อ่อนแอลง ให้มีความรู้แคบลง...แคบลง... ใช้ชีวิตแคบลง มองอะไรคับแคบ

 

การเรียนไม่ใช่เรื่องที่ผิด ถ้าเราเรียนแล้วเราคิดเป็น เราเรียนเพื่อพัฒนากระบวนการคิด แต่ปัจจุบัน...อาจเป็นเพราะระบบที่ทำให้คนส่วนใหญ่เรียนเพื่อหวังปริญญาเพียงใบเดียว โดยไม่มีความคิด คิดไม่เป็น ทำอะไรก็ไม่เป็น คล้ายกับว่ามีมือที่มองไม่เห็นคอยชี้นิ้วให้ทุกคนมุ่งหน้าไปคว้าปริญญา และทุกคนก็มุ่งหน้าไปตามนั้นจริงๆ ทว่า...สิ่งที่ได้กลับเป็นเพียงกระดาษแค่แผ่นเดียว

 

เรียนจบ สมัครงาน เข้าทำงานบริษัท เริ่มงานแปดโมงเช้า เลิกงานสี่โมงเย็น รอรับเงินเดือนตอนสิ้นเดือน ใช้ชีวิตซ้ำซากจำเจ แปดชั่วโมงต่อวัน ห้าวันต่อสัปดาห์ ชีวิตมืดมน อับจนลงเรื่อยๆ ไม่เคยสงสัยเลยสักนิดว่า ทำไปทำไม ทำเพื่ออะไร ทั้งๆ ที่เราไม่ได้อะไรเลย ชีวิตแบบนี้ไม่เคยให้ความสุขใดๆ กับเราเลย นอกจากรอรับเงินเมื่อสิ้นเดือน

 

            ทุกวันนี้...คนเราตีค่าของสิ่งของด้วยราคา

ทั้งๆ ที่ราคา ไม่ได้เท่ากับ คุณภาพ

 

 

              -4-

            คุณรู้มั้ยว่า ผักที่เรากินนั้น มีต้นหน้าตาเป็นอย่างไร หรือคุณเคยเห็นแค่เพียงใบที่ถูกหั่นพร้อมรับประทานได้ทันที

            คุณเคยเปรียบเทียบมั้ยว่า ผักที่ปลูกด้วยธรรมชาติกับปลูกด้วยเทคโนโลยี ผักอะไรให้รสชาติอร่อยกว่ากัน

 

            ฉันว่า คนส่วนใหญ่คงไม่เคยหรอก เพราะเราผู้บริโภคไม่รู้ด้วยซ้ำว่า ผัก ผลไม้ที่วางขายในซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น ผ่านการปลูก และเลี้ยงดูมาด้วยวิธีแบบไหน เพราะเราไม่เคยสนใจที่จะถาม ไม่เคยสงสัย เพราะผัก ผลไม้ที่แพงกว่า ย่อมหมายถึงคุณภาพที่ดีกว่า

 

            ทั้งๆ ที่ราคาที่สูงขึ้นนั้น มาจากค่ายาฆ่าแมลง ฆ่าหญ้า ปุ๋ย และฮอร์โมนเร่งการเจริญต่างๆ รวมทั้งอาจรวมไปถึงค่าวิจัยค้นคว้า ปรับปรุงสายพันธุ์พืชผักเหล่านี้ให้สามารถปลูกและควบคุมในแปลงขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น เพื่อการค้า ราคาที่สูงขึ้น ไม่ได้บอกถึงคุณค่าที่เพิ่มขึ้น ไม่ได้ให้ประโยชน์ใดๆ แก่ผู้บริโภคเลย

 

            เพราะคุณค่าที่แท้จริงของพืชผัก จะแสดงออกมาทางรสชาติ

            ลองชิมดูนะว่า ผักกาดขาวกับคะน้าที่คุณซื้อมาจากตลาดติดแอร์ มีรสชาติแตกต่างกันอย่างไร

            ความจริงแล้ว มันแทบจะมีรสไม่แตกต่างกันเลย หรือไม่มีรสชาติเลยน่าจะถูกกว่า

 

            ทั้งๆ ที่ รสชาติ บ่งบอกถึงคุณค่าแท้ๆ

            ผักที่ไม่มีรสชาติ จึงเท่ากับ ผักที่ไม่มีคุณค่า

 

             น่าสงสารผักเหล่านี้ อุตส่าห์แทงยอดออกจากเมล็ดได้แท้ๆ กลับต้องไร้คุณค่าด้วยระบบธุรกิจทุนนิยมเช่นในปัจจุบัน

            น่าสงสารผักเหล่านี้ ที่อุตส่าห์เติบใหญ่ให้ผล ให้เมล็ดได้แท้ๆ แต่เมล็ดนั้นกลับขยายพันธุ์ต่อไปไม่ได้ เพราะผักเหล่านี้ถูกทำให้เป็นหมัน และเพราะผักเหล่านี้ถูกพัฒนาให้กลายเป็นพันธุ์ผสมที่ถึงแม้ว่า ตัวมันจะมีลักษณะเด่นจากผักสายพันธุ์ต่างๆ มาผสมกัน แต่ลูกหลานของมันกลับให้ลักษณะที่ผิดแผกแตกต่างไป และไม่สามารถให้ผลผลิตที่ดีได้ รวมทั้งไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่ดีแก่เกษตรกรได้

 

            เพราะเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นถูกปรับปรุงมาโดยบริษัทที่มุ่งแสวงหากำไร

 

            แรกเริ่มเดิมที...เรามีเมล็ดพันธุ์มากมายหลายชนิด หลายพันธุ์ หลายลักษณะ แต่ละพันธุ์จะทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน บางพันธุ์ทนต่อโรค บ้างทนแมลง ทนแล้ง ทนน้ำท่วม และแต่ละพันธุ์ก็จะให้รสชาติที่แตกต่างกัน

 

            เมื่อเริ่มมีการปฏิวัติเขียว พลิกโฉมหน้าการทำเกษตร จากการปลูกเพื่อกินเพื่อดำรงชีวิต กลับกลายเป็นการปลูกเพื่อขาย เอาของดีขายให้คนอื่น ส่วนตนเองกินของที่ขายไม่ได้ ของไม่ดี เอาเงินที่ขายได้ไปซื้ออาหารอีกต่อหนึ่ง ทั้งๆ ที่เป็นผู้ผลิตเองอยู่แล้วแท้ๆ กลับต้องกลายเป็นผู้บริโภคด้วยระบบของเงินตรา

             ในเมื่อเราเป็นคนปลูก เราย่อมมีสิทธิ์ที่จะได้กินของดีๆ ที่เราเป็นเจ้าของก่อนใครๆ แต่ปัจจุบัน...ของที่ปลูก ไม่ใช่ของของเรา เพราะของที่ปลูกได้ เท่ากับเงิน ไม่ได้เท่ากับอาหาร ดังนั้นเมื่อมันไม่ใช่ของเรา ก็ไม่จำเป็นที่เราจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่คนกินจะได้รับ อาหารเป็นแค่สินค้าอย่างหนึ่งเท่านั้น มันก็เหมือนเสื้อผ้า คอมพิวเตอร์ รถยนต์ นั่นแหละ ที่อันไหนสวย มีการตลาดที่ดี ย่อมได้รับค่าตอบแทนที่ดีกว่า


            แต่อาหารไม่ใช่สินค้า...อาหารคือขุมพลังของชีวิต

 

 

 

 

            ทว่า...เราเปรียบอาหารเป็นสินค้า จึงทำทุกอย่างเพื่อให้มีราคา ใส่ปุ๋ย เคลือบสาร ฉีดสาร เร่งการเติบโต ทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยไม่ได้คิดเลยว่า สิ่งเหล่านั้นติดไปกับอาหารและเข้าสู่ร่างกายของคนที่กินเข้าไป

 

            อาหารจึงไม่ใช่ขุมพลังอีกต่อไป แต่กลายเป็นแหล่งสะสมของสารพิษ

             ลักษณะที่แท้จริงของพืชพรรณธัญญาหาร จะแสดงออกมาจากพันธุกรรมหรือยีนที่อยู่ภายใน

            จึงเกิดการปรับปรุงพันธุ์ขึ้นโดยบริษัทเมล็ดพันธุ์ เพื่อทำการผูกขาดทางการตลาด และโหมทำโฆษณา เพื่อให้ผู้บริโภคหลงเข้าใจผิดว่า ลักษณะของพืชผักผลไม้ที่ดีนั้นต้องเป็นอย่างไร ต้องลูกสวย ใหญ่ สีสันสดใส ใบสวย ใหญ่ สีเขียวสด เมื่อทำให้ผู้บริโภคต้องการสิ่งเหล่านี้แล้ว ก็ปล่อยเมล็ดพันธุ์ให้เกษตรกร ซึ่งสำหรับเกษตรกรแล้ว ในเมื่อสิ่งเหล่านี้เป็นที่ต้องการ ขายได้ เขาก็ต้องปลูก เพื่อขาย หาเงินมาเลี้ยงตัว

 

            เมล็ดพันธุ์ที่ถูกปรับปรุงจึงค่อยๆ รุกคืบเข้ากลืนกินพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร

            ข้าว...ปรับปรุงพันธุ์ ให้รวงมาก เมล็ดใหญ่ น้ำหนักดี

            มะเขือเทศ...ปรับปรุงพันธุ์ ให้ลูกใหญ่ ดก สีสดสวย เปลือกเหนียว

            แตงโม...ปรับปรุงพันธุ์            มะละกอ...ปรับปรุงพันธุ์

            เรื่อยไปจนถึง... ถั่วเหลือง...จีเอ็มโอ ตัดแต่งพันธุกรรม

 

 

            -5-

            ทุกอย่างราบรื่นเรียบร้อยดี...

             เกษตรกรซื้อเมล็ดพันธุ์ไปปลูก

            เมล็ดงอก เติบโต ให้ผลผลิตดังต้องการ...

            เก็บเกี่ยวผลผลิต และเก็บเมล็ดไว้ หวังจะใช้ปลูกต่อ...

            ทว่า... 

           ....

           ไม่งอก!?!

          ทำไมรุ่นลูกไม่เหมือนเดิม!?!

 

 

            “ผลผลิตไม่ได้มาตรฐาน พวกเราพ่อค้าไม่ซื้อหรอก”

 

 

             ซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่สิ นี่ไง...เรามีเมล็ดพันธุ์ดีๆ มาซื้อสิ...เอาไปปลูกสิ

            จะได้ขายได้ไง จะได้เงินไว้กินไง...

            เอ้า...นี่... ปุ๋ย ใส่ให้ต้นกล้านะ ผักจะได้ต้นใหญ่ๆ ใบโตๆ งามๆ 

           นี่...ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงเลยนะ แมลงจะได้ไม่มากิน หญ้าจะได้ไม่ขึ้น ง่ายๆ ไม่ยุ่งยาก  

           .........

            .....

            ...   

            “เงินล่ะ เงินที่ค้างไว้ล่ะ ค่าเมล็ด ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า จ่ายมาสิ หนึ่งแสน”

 

             “โอ้...ผักสวยดีนะ เอ้า...ฉันเหมาหมดไร่ ให้สามหมื่นเลย”

             “ผักสวยๆ กิโลละห้าสิบ”

            ......

            ...

 

             กำไร...ใครได้ไป?

              มันคือระบบที่ใช้เมล็ดพันธุ์เป็นเครื่องมือ ทำให้เกษตรกรทำงานหนักขึ้น โดยไม่ได้อะไรเลย

             นี่คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์เพื่อการตลาด เพื่อการผูกขาดเป็นหลัก ไม่ได้พัฒนามาเพื่อให้คนกิน

            ข้าวทุกวันนี้ไม่ได้มีคุณค่าดีกว่าแต่ก่อนเลย แต่พัฒนาเพื่อให้ได้ผลผลิตมาก น้ำหนักดี ตอบสนองต่อปุ๋ย สารเคมีได้ดีเท่านั้นเอง

             เรากำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เมล็ดพันธุ์สูญหายไป และที่เหลือส่วนใหญ่ตกอยู่ในกำมือของคนไม่กี่คน ที่ปรับปรุงพันธุ์ออกมาเพื่อผูกขาด ไม่ได้พัฒนาเพื่อให้คนมีสุขภาพที่ดีขึ้น คนเหล่านี้เป็นคนออกแบบอาหารให้เรากิน มีอะไรก็ต้องกิน จะแข็งขืนไม่ได้ เพราะเราไม่มีทางเลือก

             ถ้าผู้บริโภคไม่มีทางเลือก ยังจะสามารถเรียกได้ว่า ผู้บริโภค อยู่อีกหรือ

            กลายเป็น ผู้ถูกยัดเยียด น่าจะถูกกว่า

            วิกฤตอาหาร ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะทุกชีวิตอยู่ได้ด้วยอาหาร ไม่มีอาหาร ชีวิตก็อยู่ไม่ได้

            อาหารเป็นใหญ่ในโลก

            ยุคนี้...ใครครอบครองอาหารได้มาก ถือว่าได้เปรียบ

           

 

            -6-

            แล้วพวกเราควรจะทำอย่างไรดี?

            เก็บเมล็ดพันธุ์แท้ รวบรวม แล้วแจกจ่าย
            ปลูก กิน เก็บเมล็ด
 
                     

         

            เกษตรอินทรีย์ คือ คำตอบของทั้งหมด

            คนเมืองต้องมาเกี่ยวข้องกับคนชนบทมากขึ้น  

            เชื่อเสมอว่า เราทุกคนมีศักยภาพ เชื่อมั่นในตนเอง เราสามารถคิดได้ ทำได้ ขอแค่เชื่อมั่น

 

            เราจะพึ่งเงินไม่ได้ ต้องหันมาพึ่งตนเอง

 

             และสิ่งที่สำคัญที่สุด...

            มาสะสมความอุดมสมบูรณ์บนผืนดินกันเถอะ มาทำให้บนดินมีผักงอกงาม ใต้ดินมีหัวเผือก หัวมันให้ขุด และบนต้นไม้มีผลให้เก็บเกี่ยว เพราะอาหารคือ ความมั่นคงที่แท้จริง มั่นคงกว่าเงินร้อยเท่าพันเท่า เพราะเงินกินไม่ได้ มีเงินมากมายล้นฟ้า แต่ไม่สามารถสร้างอาหารได้ก็ไร้ค่า เงินไม่มีความมั่นคง ค่าเงินแปรเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่ากระแสคลื่นในมหาสมุทร และถ้าจู่ๆ มันพังครืนลงมา ทุกอย่างก็หายวับไปกับตา

 

            แต่กับอาหาร...ไม่มีวันที่จะไร้ค่า อาหารแต่ละมื้อเป็นมากกว่าแค่อาหารมื้อหนึ่ง เพราะมันให้พลังในการดำรงชีวิต อาหารไม่เคยสูญเปล่า และยิ่งเป็นอาหารที่มีคุณค่า ปลูกด้วยความปราณีต...นั่นแหละคืออาหารที่แท้จริง

 

            หากคุณไม่มีที่แม้สักผืน ลองหากระถาง กระป๋อง หรือภาชนะอะไรก็ได้ ใส่ดิน หว่านเมล็ด รดน้ำ และรอดูพลังชีวิตน้อยๆ ที่จะหยัดยืนเป็นต้น เป็นพืชผัก เป็นอาหารที่มีคุณค่า

             และเมล็ดผักน้อยๆ นั้นจะได้ไม่ต้องน้อยเนื้อต่ำใจว่า ตัวมันไร้ค่า เพราะคนกินเห็นค่าของมัน

 

           

 

           -7-

            ชีวิต คือ...

            การเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอยู่

             เหมือนเมล็ดพันธุ์เมล็ดน้อยๆ ที่แจ่มใสเมื่อแทงยอด รื่นเริงอยู่เสมอเพื่อพุ่งตัวให้สูงขึ้น และเพลิดเพลินทอดสายตามองฟ้ากว้าง ธรรมชาติรอบๆ ตัว ดื่มด่ำเอาสิ่งนั้นมาเป็นพลัง และดูดซับอาหารดีๆ เพื่อเติบใหญ่ 

            และสุดท้าย...ภาคภูมิใจ เมื่อถูกถอนออกไปเป็นอาหาร

 

  “สิ่งที่ผมแสวงหามีเพียงอย่างเดียว คือ เหตุผลของการมีชีวิตอยู่... เพื่อเพลิดเพลินกับการมีชีวิตอยู่” 

                                                                                              -โจน  จันใด-   

                  

 

 

ปล. ฉันจะบอกความจริงข้อสุดท้ายให้คุณฟัง เพื่อที่เราจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจกันอีก

 

            ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนี้ คนที่ผิดไม่ได้มีแค่บริษัทผลิตเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย สารเคมี หรือธุรกิจอาหารเท่านั้น แต่คนที่ผิดคือ พวกเราทุกคน...ที่หลงเชื่อ หลงใหลไปกับคำโฆษณา โดยไม่ได้ใช้สติไตร่ตรองพิจารณาก่อน เรา...ผู้บริโภคทุกคน เราทั้งหมดทุกคนเป็นผู้สร้างกระแส เป็นผู้สนองตอบต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกปั้นแต่งให้สวยหรู และไม่เคยตั้งข้อสงสัยในสิ่งนั้นๆ เลย บริษัทเหล่านั้นเป็นเพียงหินก้อนเล็กๆ เท่านั้น ถ้าเราไม่เตะหินลงน้ำและทำตัวเป็นน้ำ หินก้อนนั้นก็ไม่อาจส่งแรงกระเพื่อมไปเป็นวงกว้างได้

 

             ทุกๆ คนมีส่วนผิดด้วยกันทั้งนั้น...ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่จะแก้ไขสิ่งผิดให้ถูกต้อง?

            หรือต้องรอ...จนกว่าคนบนโลกนี้จะอดตาย...?

 

          

 

               

 

          ขอขอบคุณ....

              

                    พี่โจ - โจน จันใด...ผู้ก่อตั้งพันพรรณ ผู้บอกเล่าความจริงสำหรับชีวิต

                    พี่ก้อง - ทรงกลด บางยี่ขัน...ผู้ริเริ่มการเดินทางที่ชื่อ "น้ำต้มผักก็ว่าหวาน" และพาไปค้นพบความจริง 

                    สมาชิกในพันพรรณทุกคน สำหรับอาหาร การให้ความรู้ รอยยิ้ม

                    สมาชิกชาวกะโหลกกะลาที่ร่วมเดินทางไปด้วยกันทุกคน สำหรับมิตรภาพ รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะ

                    และสุดท้าย...ขอบคุณทุกคนที่อ่านและร่วมรับรู้ความจริงไปด้วยกันค่ะ

                     

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

การเดินทางที่เปลี่ยนชีวิตใครหลายๆคน
และหลายๆคนได้รู้จักกัน

#1 By iamjar (203.131.211.132) on 2010-04-01 20:06

เยี่ยมเลย มิว :D

#2 By Labbb on 2010-04-01 20:22

พี่มิวคิดถึงจัง ^^

เปงไงบ้าง...กับชีวิตเงียบ&ง่าย
ที่นู่น

#3 By ปุ่น ปุ่น ^^ (202.28.181.220) on 2010-04-01 22:16

เท้า มันจริงค่ะ แต่เกือบทุกคน ก็แกล้งทำเป็นลืม

เพราะการทำเป็นเชื่อ สิ่งที่กรอกหูทุกวัน มันง่ายกว่า

ขอให้ทำตัวเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติให้ได้นะ เราจะรอชื่นชมเท้าวันนั้น ทุกวันนี้ก็ชื่นชมอยู่เงียบๆ

แต่ตอนเด็กๆ เราปลูกถั่วงอก แล้วมันเน่าอ่ะ อ๊ากกกกกกก

#4 By ZynE` on 2010-04-02 18:25

ปอลิง เรากลับเชียงใหม่บะ ถึงเมื่อเช้า

#5 By ZynE` on 2010-04-02 18:25

มิว...คิดถึงจังเลย
คิดถึงชีวิตที่โน่นด้วย

ป.ล.เมษานี้ตกลงมิวจะไปพันพรรณอีกมั้ย

#6 By เมย์ (58.8.180.112) on 2010-04-03 01:04

มิว ชอบว่ะ

#7 By gibz on 2010-04-03 11:33

เขียนดีจัง ^^

#8 By จิว (124.122.197.31) on 2010-04-06 13:06

บาดลึก

จะกี่ปีก็เขียนดีเหมือนเดิมนะเจ๊

เอาซะอินไปเลย

ก็จริงนะ...

ตอนนี้เรากำลังเดินทางไปตามมือมืดที่มองไม่เห็น

วิชาที่เราเรียนมีแต่วิชาชีพ

วิชาประคองชีพน่ะต้องลอง Trial&Error กันเอง


#9 By Baitongz (183.89.214.211) on 2010-04-18 15:02

ขอโทษทุกคนค่ะที่ตอบกลับช้า...มากๆ

เพิ่งกลับจากไปฝึกงานที่พันพรรณมาค่ะ 555 ไป 1 เดือน อินไปตลอดชีวิตเลยทีเดียว

ขอบคุณที่มาอ่านกันนะคะ ทุกๆ คนเลย

พี่เมย์ มิวไปมาแล้วค่ะ ไปแล้วได้คิดอะไรหลายๆ อย่างเลยทีเดียว แล้วก็เริ่มมองเห็นทางในอนาคตแล้วด้วย ^^

#10 By padoria on 2010-05-04 21:42

<a href="http://vlzutlmzfxmsqnx.com">zzltwjghdbtxkhd</a> http://pbnzsbxkuyyeboq.com [url=http://zjwnuywrgyhylfu.com]bghmojudtqmnrgb[/url]

#11 By qmszavufde (94.102.52.87) on 2010-06-14 11:49